รูปทรงของบอนไซ | Bonsai styles

บทความนี้เป็นเนื้อหาฉบับร่าง ซึงอาจมีบางข้อความที่ผิดไป สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่บทความ "รูปทรงของบอนไซ"


 
บอนไซตรง / จ๊งคัง ( Formal Upright Style / Chokkan )

       ลำต้นจะมีลักษณะตรง เป็นแนวดิ่ง ลำต้นตั้งตรงทำมุม 90 องศากับแนวดิ่ง (เป็นมุมฉาก) กิ่งและใบของด้านซ้ายและด้านขวาแทบจะเท่ากัน โคนต้นจะมีขนาดลำต้นใหญ่ที่สุด และยอดจะมีขนาดเล็กที่สุด โชว์รากที่แข็งแรง ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่า และมีภูมิฐาน








บอนไซเอี้ยว / โมโยกิ ( Informal Upright Style / Moyogi )

       เป็นรูปทรงที่มักพบในธรรมชาติ และเป็นศิลปะ ลำต้นของบอนไซจะมีรูปร่างเหมือนตัวอักษร "S" จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ลำต้นด้านล่างจะมีขนาดใหญ่กว่าลำต้นด้านบน










บอนไซเอน / ชะคัง ( Slanting Style / Shakan )

       บอนไซที่กำลังเอนอันเนื่องมาจากลม เป็นลักษณะที่โดดเด่นอีกแบบของบอนไซ ต้นบอนไซจะเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง มีมุมประมาณ 60 - 80 องศา โคนต้นจะไม่อยู่ตรงกลาง--อยู่ตรงข้ามกับทิศที่เอนไป เพื่อรักษาสมดุล ความหนาของลำต้นด้านล่าง หนากว่าด้านบน











บอนไซย้อย-ตกกระถาง-บอนไซน้ำตก / เคงไก ( Cascade Style / Kengai )

       เป็นต้นไม้ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติที่อยู่บนหน้าผาสูงชัน ที่เกิดการโค้งงอลงมาอันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ลม หิมะ บอนไซรูปทรงนี้ทำได้ยาก เพราะมีทิศทางตรงกันข้ามกับการเจริญเติบโต บอนไซน้ำตกนี้มักจะปลูกไว้บนที่สูง แล้วค่อยๆดัดยอดให้ลงมาสู่ที่ต่ำเรื่อยๆ กิ่งก้านสาขาจะอยู่สลับซ้าย-ขวา เพื่อรักษาสมดุล แต่จะมีกิ่งๆหนึ่งที่อยู่บนยอดสุด--เหนือขอบกระถาง คล้ายมงกฏ นอกนั้นจะอยู่ใต้ขอบกระถาง







บอนไซตกกระถาง / ฮัง-เคงไก ( Semi-Cascade Style / Han-Kengai )

       บอนไซรูปทรงกึ่งๆน้ำตก มักพบต้นไม้ที่มีรูปแบบนี้อยู่ตามน้ำตก หรือบนหน้าผา เป็นต้นไม้ที่เติบโตแล้วก้มลง แต่ส่วนใหญ่จะมีกิ่งก้านสาขาอยู่เหนือขอบกระถาง










บอนไซบัณฑิต / บุนจิน ( Literati Style / Bunjin )

       ในธรรมชาติจะพบต้นไม้รูปทรงนี้ในพื้นที่ๆมีต้นไม้อยู่หนาแน่น จึงเกิดการแข่งขันเพื่อการอยู่รอด โดยการเจริญเติบโตคดเคี้ยวเพื่อหาแสงแดด

       ลำต้นจะไม่แตกกิ่งออกมา เนื่องจากมีแสงน้อย--ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต









บอนไซลู่ลม / ฟูกินะกะชิ ( Windswept Style / Fukinagashi )

       เป็นรูปทรงต้นไม้ที่กำลังต่อสู้อยู่กับลมเพื่อความอยู่รอด กิ่งก้านสาขาจะอยู่ในทิศทางเดียวกัน ให้ดูเหมือนลมที่กำลังพัดอยู่ตลอดเวลา













บอนไซทรงไม้กวาด / โฮคิดะจิ ( Broom Style / Hokidachi )

       เป็นบอนไซที่เหมาะกับไม้ผัดใบที่มีแขนงสวยงาม ลำต้นตรงและเป็นรูปทรงพุ่ม












บอนไซรูปทรงลำต้นคู่ / โชกัน ( Twin Trunk Style / Sokan )

       ลำต้นคู่ มักพบเห็นในธรรมชาติอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยนิยมในบอนไซ โดยปกติ ลำต้นทั้งสองจะเจริญเติบโตมาจากโคนเดียวกัน แต่ขนาดของลำต้นแต่ลำต้นอาจไม่เท่ากัน--หรือเท่ากันก็ได้ โดยที่ลำต้นที่เล็กกว่าจะเอนมากกว่า ส่วนลำต้นที่ใหญ่กว่าจะเกือบตั้งตรง กิ่งก้านของลำต้นทั้งสองจะรวมกันเป็นรูปทรงเดียว คือ ทรงมงกุฏ










บอนไซกลุ่มแบบโคนเดียว / คะมุดะจิ ( Clump Style / Kabudachi )

       ในทางทฤษฎี บอนไซรูปทรงหลายโคนนี้จะเหมือนแบบลำต้นคู่ แต่มีลำต้นมากกว่า 2 ต้น ต้นทั้งหมดเติบโตมาจากโคนเดียวกัน












บอนไซสไตล์กลุ่ม / โยเชะ-เว ( Group Planting Style / Yose-Ue )

       บอนไซรูปทรงนี้ จะเน้นเป็นแบบจำลองของป่าเป็นส่วนใหญ่ หลายลำต้น มาจากหลายต้น

ข้อแตกต่างของรูปทรงนี้กับรูปทรงด้านบน คือ รูปทรงนี้มีบอนไซหลายต้นและหลายลำต้น แต่รูปทรงด้านบนจะมีต้นเดียวแต่หลายลำต้น









บอนไซเกาะหิน / เชะกิ-โจยุ ( Roots over Rock Style / Seki-Joju )

       ตามธรรมชาติที่เป็นหิน ต้นไม้มักจะมีรากที่ชอนไชเพื่อหาสารอาหาร รากจะเข้าไปในร่องที่แตกของหิน ต้นไม้เหล่านี้จะมีรากที่แข็งกว่าปกติ เพื่อปกป้องตัวเองจากแสงอาทิตย์--รากต้นไม้ทั่วไปอยู่ใต้ดินจึงไม่จำเป็นต้องปกป้องจากแสงแดด ต้นไม้ที่มักนำมาทำเป็นบอนไซเกาะหิน คือ สนจูนิเปอร์ และ ไทร









บอนไซรูปทรงแพ ( Raft Style / Ikadabuki )

       ในบางครั้ง ต้นไม่ที่โค้นลม(โดยลมหรือพายุ) อาจมีชีวิตอยู่ได้ โดยการแตกใบกิ่งก้านสาขาเพื่อสร้างอาหารเลี้ยงชีพ กิ่งอาจพัฒนามาเป็นลำต้น เจริญเติบโตเป็นรูปทรงที่สวยงาม









เกาะหินหลายต้น














Shari Bonsai style / Sharimiki

       เมื่อเวลาผ่านไปนาน ต้นไม้บางต้นอาจไม่มีเปลือกไม้อยู่ อาจเนื่องมาจากสภาพอากาศที่รุนแรง แสงแดดจะฟอกสีของต้นไม้ให้เป็นสีขาว

       วิธีการทำบอนไซรูปทรงนี้ ทำได้โดยการใช้มีดแหลมคมเซาะเปลือกออก แล้วใช้แคลเซียมซัลเฟสเพื่อเร่งกระบวนการฟอกสี

เทคนิคการทำไม้ตอสามารถนำมาใช้ได้กับบอนไซสไตน์อื่น ๆ เช่น ไม้เอน ไม้ลู่ลม พันธุ์ไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นไม้ตอจะต้องมีเปลือกที่หนา




ที่มา http://www.bonsaiempire.com/