การปลูกบอนไซเบื้องต้น

หน้านี้จะรวมการปลูกบอนไซแต่ละชนิดไว้ โดยมีสายพันธุ์ของต้นบอนไซดังต่อไปนี้
  1. การปลูกและการดูแลบอนไซเบื้องต้น     1.1 ข้อมูลเบื้องต้นของการปลูกบอนไซ
  2. บอนไซเฟื่องฟ้า 
  3. บอนไซมะกอก 
  4. บอนไซสนดำญี่ปุ่น
  5. บอนไซโมก 
  6. บอนไซข่อย
  7. บอนไซโมก
  8. บอนไซไทร
  9. บอนไซมะสัง
  10. บอนไซตะโก 

ช่วงหลัง ๆ มานี้ก็ได้เขียนวิธีปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะไม่สามารถเอามากองไว้ที่เดียวได้ จึงอาจจะต้องแนบลิ้งแทน ดังนี้






1. การปลูกและการดูแลบอนไซเบื้องต้น

        การปลูกและการดูแลต้นบอนไซอาจไม่ง่ายสำหรับบางคน เนื่องจากต้นไม้ที่จะนำมาปลูกเป็นบอนไซนั้นมีความหลากหลาย การปลูกและการดูแลจึงแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ต้นไม้นั้นๆ

       การถือเสียมไปขุดต้นไม้ออกมาจากป่า แล้วนำมาปลูกในกระถางบอนไซ เช่นนี้ จะไม่ได้ผล เนื่องจากบอนไซยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงพอ การนำต้นไม้ออกมาจากป่า ควรมีการรอต้นไม้พักพื้นสักระยะ แล้วจึงค่อยนำไปปลูกไว้ในกระถางบอนไซ

       บางท่านเห็นบอนไซมีความสวยงามดีจึงเกิดอยากเลี้ยงขึ้นมา อย่างเช่นผู้เขียนเอง โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบต้นไม้ พอเห็นบอนไซสวยงามก็อยากลองซื้อมาปลูก แต่ก็มีความอดทนไม่พอที่จะรอมันสวยงาม ผู้เขียนเองก็มีประสบการณ์ปลูกไม่มาก การเขียนข้อความเหล่านี้ ล้วนศึกษามาจากแหล่งอื่นๆหลายๆแหล่งข้อมูล เขียนไปเรื่อย

สถานที่ๆจะปลูกต้นบอนไซ
       โดยทั่วไป ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกเป็นบอนไซนั้นมักจะเติบโตในบริเวณกลางแจ้ง ดังนั้นบอนไซจึงมักปลูกเลี้ยงไว้กลางแจ้ง ให้บอนไซได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่

การให้น้ำบอนไซ
       ไม่ควรใช้สายยางฉีดเพื่อรดน้ำ เนื่องจากกระถางบอนไซมีก้นหลุมที่ตื้น แรงดันของน้ำจะขุดดินจากในกระถางออกหมด จึงควรใช้ฝักบัวรดน้ำทั่วไป น้ำที่ใช้รดควรเป็นน้ำสะอาด--ไม่น่าบอก

การใส่ปุ๋ยบอนไซ
       ต้นไม้แต่ล่ะสายพันธุ์ต้องการปุ๋ยในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป บางพันธุ์ต้องการปุ๋ยมาก แต่ให้ปุ๋ยน้อย ต้นบอนไซจะเกิดการเหี่ยวเฉา หรือบอนไซบางพันธุ์ที่ต้องการปุ๋ยน้อย แล้วให้ปุ๋ยมากอาจเกิดการทิ้งใบ ปุ๋ยที่ให้ อาจใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเคมี สำหรับปุ๋ยเคมีควรเจือจางในน้ำก่อนที่จะนำมารดต้นบอนไซ อาจรดทางใบหรือรดบริเวณโคนต้น ขึ้นอยู่กับชนิดของปุ๋ยนั้นๆ โดยทั่วไป ควรให้ปุ่ย 3 - 4 เดือน ต่อครั้ง

การพ่นยาฆ่าแมลงหรือศตรูพืช
       บอนไซบางชนิดมีแมลงมาก่อกวนมาก บางชนิดน้อย แมลงหรือศตรูพืชที่มักพบคือ หนอนผีเสื้อ เพลี้ยเกล็ด เพลี้ยแป้ง ฯลฯ ควรพ่นยาฆ่าแมลงทุกๆ 1 หรือ 2 เดือน ปริมาณการพ่นก็ขึ้นอยู่กับตัวยาที่ใช้ อ่านฉลากก่อนใช้ยา(ฆ่าแมลง)
       มีบอนไซบางพันธุ์ที่ไม่ถูกกับยาฆ่าแมลง เช่น บอนไซชาฮกเกี้ยน หรือ ชาใบมัน


1.1 ข้อมูลเบื้องต้นของการปลูกบอนไซ
  1. หลีกเลี้ยงการเปลี่ยนดินในขณะที่ดินกำลังเปียกแฉะ
  2. ไม่ควรเปลี่ยนดินในฤดูหนาวหากไม่จำเป็น
  3. ไม่ควรเปลี่ยนดินในขณะที่ต้นไม้กำลังแตกยอดอ่อนเต็มต้น
  4. ไม่ควรเปลี่ยนดินในช่วงที่บอนไซเกิดโรคและแมลงเข้าทำราย (ยกเว้นถูกแมลงเข้าทำรายที่ใต้ดิน)
  5. การให้น้ำควรใช้ฝักบัวขนาดเล็กรด
  6. ทำความสะอาดลำต้น กิ่งก้านด้วยแปลงขนอ่อน
  7. ดินควรมีการระบายน้ำได้ดี ดินส่วนใหญ่ที่นำมาปลูกบอนไซมักจะมีส่วนผสมของทรายประมาณ 30%
  8. การฉีดพ่อยา ควรอ่านฉลากและทำตามคำแนะนำ
  9. ควรวางบอนไซในที่ ๆ มีแดดส่องถึงเพียงพอ มีอากาศไหลเวียนตลอดเวลา




2. บอนไซเฟื่องฟ้า 


รูปดอกเฟื้องฟ้า
เฟื่องฟ้าเบื้องต้น

       เป็นต้นไม้ทรงพุ่มกึ่งเลื้อย ใบมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ดอกมีหลายสี เช่น สีส้ม ชมพู หรือแดง

       เฟื่องฟ้าเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด หากแสงแดดไม่เพียงพอจะทำให้เฟื่องฟ้าไม่ออกดอกหรือออกดอกน้อย










รูปดอกเฟื้องฟ้า
       เฟื่องฟ้าถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศบราซิล ซึ่งนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2423 นำเข้าจากสิงคโปร์

บอนไซเฟื่องฟ้า
       เฟื่องฟ้าเป็นต้นไม้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ทำบอนไซ เนื่องจากมันมีดอกที่ใหญ่และสวยงาม อีกทั้งมีสีสันมากมายหลายหลาก เป็นต้นไม้เขตร้อนซึ่งเหมาะกับประเทศไทย





รูปดอกเฟื้องฟ้า
การปลูกและการดูแลบอนไซเฟื่องฟ้า

บริเวณที่ปลูก
       เฟื่องฟ้าต้องการแสงแดดสูงมาก ดังนั้นสถานที่ๆจะปลูก แสงแดดต้องส่องถึง

การรดน้ำบอนไซเฟื่องฟ้า
       เฟื่องฟ้าต้องการความชื้นสูง*

การใส่ปุ๋ย
       ไม่มีรายละเอียด*

การตัดแต่งกิ่งบอนไซ
       เพื่อทำให้บอนไซมีลักษณะเป็นทรงพุ่ม ควรตัดกิ่งบอนไซเป็นประจำในช่วงที่มีการเจริญเติบโตดี* หากต้องการให้บอนไซเฟื่องฟ้ามีลำต้นและกิ่งที่ใหญ่ขึ้น ควรตัดดอกเฟื่องฟ้าออกตลอดเวลา แต่ไม่ตัดกิ่ง


ต้นบอนไซเฟื่องฟ้า
(http://www.bonsaiempire.com/)
การเปลี่ยนกระถางบอนไซ
       ทุกๆ 2 - 3 ปี

การขยายพันธุ์
       ขยายพันธุ์ในช่วงฤดูร้อน โดยวิธีการปักชำ (Cuttings)






















3. บอนไซมะกอก

ต้นมะกอกป่า
(https://upload.wikimedia.org/)
บทนำต้นมะกอก
       ต้นมะกอกเป็นต้นไม้ที่พบได้ทั่วไปในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ คือ สัญลักษณ์ความแข็งแกร่ง

       มะกอกป่า (Olea europaea silvestris) เป็นที่สนใจมากขึ้นในการนำมาปลูกเป็นต้นบอนไซ เนื่องจากมันมีใบขนาดเล็ก และอีกหลายเหตุผล เช่น เปลือกไม้ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของต้นไม้(อายุ) และความอยู่รอดในสภาวะที่ไม่เป็นมิตร การปลูกมะกอกป่าก็มีวิธีการปลูกเหมือนมะกอกบ้านทั่วไป มะกอกเป็นต้นไม้บอนไซที่ง่ายต่อการดูแล และเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงมาก ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับใช้ทำเป็นบอนไซ





ต้นบอนไซมะกอกป่า
http://www.bonsaiempire.com/
การดูแลรักษาบอนไซมะกอก

สถานที่ปลูก
       วางบอนไซมะกอกในบริเวณที่มีแสงแดดส่อง ซึ่งช่วยให้ใบของบอนไซมีขนาดเล็กลง หากอุณหภูมิต่ำมากๆ จะเป็นอันตรายต่อบอนไซมะกอก--ต้องปกป้อง

การรดน้ำ
       ไม่มีรายละเอียด

การใส่ปุ๋ย
       ควรใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกๆเดือนๆ จากฤดูใบไม้ผลิฤดูใบไม้ร่วงกลาง


การตัดแต่งกิ่ง
       การตัดแต่งกิ่งในปริมาณมากๆ แนะนำให้ทำในช่วงปลายฤดูหนาว ซึ่งบอนไซมะกอกจะได้เจริญเติบโตแข็งแรงในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึง

การเปลี่ยนกระถาง
       ควรเปลี่ยนกระถางบอนไซในฤดูใบไม้ผลิ ก่อนที่บอนไซเริ่มแตกใหม่ เปลี่ยนกระถางทุกๆ 3-4 ปี ควรใช้ดินผสมที่มีการระบายน้ำดี (ทรายประมาณ 30%)

การขยายพันธุ์
       การเพาะเมล็ดและการปักชำ




4. บอนไซสนดำญี่ปุ่น

ชื่อต้นสนดำญี่ปุ่น (มีหลายชื่อ)
  • Pinus thunbergii 
  • Pinus thunbergiana
  • Japanese Black Pine
  • Japanese Pine
  • Black Pine

ลำต้นสนดำญี่ปุ่น
(https://en.wikipedia.org/)
สนดำญี่ปุ่นที่มีความสูงถึง 40 เมตร
(https://en.wikipedia.org/)















       "สนดำญี่ปุ่น (Japanese black pine) เป็นสนพื้นเมืองในพื้นที่ชายฝั่งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สามารถเติบโตได้สูงถึง 40 เมตร แต่พบที่มีความสูงเท่านี้ได้น้อยมาก ใบมีลักษณะยาวแหลมเหมือนเข็มอยู่เป็นคู่กัน ยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร ลูกสนยาว 4-7 เซนติเมตร"


(https://en.wikipedia.org/)
       "เนื่องจากสนชนิดนี้มีความทนทานต่อมลพิษและความเค็มของดิน จึงนิยมนำไปปลูกประดับภายในสวน และยังถือว่าเป็นหนึ่งในพืชชนิดแรกๆที่ถูกนำมาทำเป็นบอนไซ ในทวีปอเมริกาเหนือ สนชนิดนี้กำลังประสบปัญหาถูกคุกคามจากหนอนไม้สน ซึ่งเป็นปรสิตท้องถิ่นที่มีแมลงปีกแข็งเป็นพาหะ และยังมีเห็ดราสีฟ้าชนิดหนึ่งที่คอยเบียดเบียนและแย่งอาหารสนชนิดนี้ ทำให้สนดำญี่ปุ่นล้มตายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ หนอนไม้สนยังได้แพร่พันธุ์เข้าไปในญี่ปุ่น ส่งผลให้สนดำญี่ปุ่นอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ไปจากถิ่นกำเนิด" (https://th.wikipedia.org/wiki/สนดำญี่ปุ่น, 2014)


ลักษณะใบของสนดำญี่ปุ่น
(http://www.bonsaiempire.com/)

ต้น บอนไซสนดำญี่ปุ่น
(https://en.wikipedia.org/)
วิธีการปลูกบอนไซสนดำญี่ปุ่น

สถานที่ปลูกบอนไซสนดำญี่ปุ่น
        ปลูกในที่ๆมีแสงแดดจัด ซึ่งจะช่วยให้ใบมีขนาดเล็กลง-- หากสนได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ สนจะปรับตัวโดยการมีใบที่ยาวขึ้น ต้นสนมีความแข็งแรงมาก แต่อาจต้องดูแลเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว

การรดน้ำบอนไซสนดำญี่ปุ่น
        โดยทั่วไป สนไม่ชอบความชื้นตลอดเวลา ดังนั้น ไม่ควรรดน้ำมาก และมีการระบายน้ำออกจากกระถางอย่างดี

การใส่ปุ๋ยบอนไซสนดำญี่ปุ่น
        ใส่ปุ๋ยบริเวณโคนต้นทุกๆเดือน




ต้น บอนไซสนดำญี่ปุ่น
(https://en.wikipedia.org/)
การตัดแต่งกิ่งบอนไซสนดำญี่ปุ่น
        การตัดกิ่งสนควรทำอย่างระมัดระวัง แม้ว่าสนจะทนต่อการถูกตัดได้ดี แต่มันเติบโตช้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรตัดแต่งกิ่งปีละ 1 ครั้ง โดยทำในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ






















5. บอนไซโมก

ต้นบอนไซโมก
(www.peebonsai.com)
       สำหรับประเทศไทย การหาต้นโมกเป็นเรื่องไม่ยากนัก มีอยู่ทุกจังหวัด การขยายพันธุ์ก็ไม่ยาก

ดินปลูกบอนไซโมก 
       ใช้ดินโคลนผสมกับดินดินทราย โดยอัตราส่วน ดินโคลน:ดินทราย = 2:1 อาจผสมปุ๋ยคอกบ้างเล็กน้อย

การดูแลรักษา
       ให้น้ำ 2 เวลา เช้า เย็น สำหรับสภาพปกติ หากอากาศร้อน อาจจะรดน้ำเพิ่มได้บ้าง หากเห็นว่าดินในกระถางแห้งมากเกินไป ควรใช้ถาดรองมารองเพื่อกักเก็บความชื้นไว้ให้มาก
       ใส่ปุ๋ย (ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอก) เดือนล่ะ 1 ครั้ง ถ้าเป็นปุ๋ยเคมี ให้ผสมน้ำแล้วรดบริเวณโคนต้น

โรคและแมลง
       สำหรับโรคและแมลงที่มาก่อกวนนั้นพบว่ามีน้อยมาก เพื่อความไม่ประมาท อาจพ่นยาฆ่าแมลงสักเดือนล่ะ 1 ครั้ง





6. บอนไซข่อย

ต้นบอนไซข่อย
(http://www.artofbonsai.org)
บทนำ
       ต้นข่อย (Streblus Asper) เป็นต้นไม้พื้นเมืองของประเทศไทย นิยมปลูกไว้ทำเป็นไม้ดัด--ซึ่งพบตามเกาะกลางถนน ลักษณะของต้นข่อยจะมีใบขนาดเล็ก สีเขียวเข้ม ใบหนาแน่น ส่วนลำต้นจะมีเปลือกสีขาว มีผลสีเหลือง

วัสดุที่ใช้ปลูกบอนไซข่อย
       ข่อยเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในดินเกือบทุกประเภท ดังนั้นการเลือกใช้ดิน ก็เหมือนๆบอนไซทั่วไป คือ ดินควรมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี ใช้ดินร่วน:ดินทราย ในปริมาณ 2:1 ส่วน อาจผสมปุ๋ยหมักหรือมูลสัตว์ลงไปด้วยเล็กน้อยก็ได้








ต้นข่อยที่ใช้ทำไม้ดัด
(http://www.termsuk.com/)
       เนื่องจากข่อยเป็นต้นที่มีรากแก้วขนาดใหญ่และมียางเหมือนยางไทร เมื่อตัดรากแก้วของข่อยออก ยางของข่อยมักจะไหลออกมา ทำให้ผิวของข่อยมีความเหนียวขึ้น เช่นนี้ ข่อยจะไม่ผลิใบใหม่

       วิธีแก้ปัญหาที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ คือ ใช้ปูนแดงทาบริเวณที่เป็นแผล--คือบริเวณที่ตัดรากแก้วออก

       หลังจากที่ได้ต้นข่อยมาแล้ว และมีกระถางที่เตรียมพร้อมแล้ว ทำการปิดรูระบายน้ำของกระถางบอนไซ โดยการนำตะแกรงมาวางไว้บนรู แล้วนำกรวดเม็ดเล็กๆโรยไว้

       วางต้นข่อยลง พร้อมจัดแต่งให้ต้นข่อยอยู่ในท่าที่สวยงาม แล้วนำดินมาใส่ โดยใส่ดินให้ถึงขอบกระถาง รดน้ำให้ชุ่ม นำบอนไซข่อยไปไว้ที่ๆมีแสงแดดรำไร--เพื่อให้ต้นไม้แข็งแรงก่อนที่จะนำไปไว้กลางแดด

เปลี่ยนดินและกระถางบอนไซ
       เมื่อปลูกบอนไซไปเรื่อยๆ แร่ธาตุและสารอาหารในดินจะหมด อาจจะต้องเปลี่ยนดินหรือเปลี่ยนกระถางทุกๆ 1 ถึง 2 ปี มีผู้เชียวชาญแนะนำว่าควรเปลี่ยนดินหรือเปลี่ยนกระถางในช่วงเดือนเมษายน เพราะฤดูแล้งไม่มีปัญหาเหมือนฤดูหนาว เมื่อยกดินออกจากกระถางแล้ว ให้ดินติดกับรากมาพอสมควร ตัดระบบรากฝอยออก เพื่อให้ต้นบอนไซแตกรากใหม่ ไม่จำเป็นต้องตัดรากแก้วออก

ปุ๋ยสำหรับต้นข่อย
       พืชข่อยเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยมากเหมือนพวกไม้มะสัง ตะโก

       หากต้นบอนไซข่อยได้รับแสงแดดมากเกินไป จะทำให้ใบมีสีจาง หากข่อยได้รับแสงน้อยเกิน ใบจะมีสีเขียวเข้ม

การให้น้ำ
       ให้น้ำบอนไซข่อยวันล่ะ 2 ครั้ง หรือมากกว่า

โรคและแมลง
       แมลงที่มักพบบ่อยคือ เพลี้ยแป้งและเพลี้ยเกล็ด มักจะเกิดขึ้นบริเวณใบ ควรใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นทุกๆ 1 หรือ 2 เดือนต่อครั้ง



7. บอนไซโมก

ลักษณะทั่วไปของต้นโมก เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 5-12 เมตร ใบมีขนาดกว้าง 2 ซม ยาวประมาณ 3-5 ซม แทงช่อออกบริเวณปลายกิ่ง เป็นช่อสั้นๆ มีดอกขนาด 2 ซม

ต้นโมกเป็นไม้ที่ค่อนข้างหาง่าย สมัยก่อนคนไทยนิยมปลูกไว้ตามรินถนน หรือปลูกเป็นรั้วบ้าน เมื่อมันออกดอก ดอกจะส่งกลิ่นหอมไปทั่ว

สำหรับประเทศไทย การหาต้นโมกเป็นเรื่องไม่ยากนัก มีอยู่ทุกจังหวัด การขยายพันธุ์ก็ไม่ยาก

ดินปลูกบอนไซโมก 
ใช้ดินโคลนผสมกับดินดินทราย โดยอัตราส่วน ดินโคลน:ดินทราย = 2:1 อาจผสมปุ๋ยคอกบ้างเล็กน้อย (ไม่เกิน 10%)


ต้นบอนไซโมก
(www.peebonsai.com)
การดูแลรักษา
ให้น้ำ 2 เวลา เช้า เย็น สำหรับสภาพปกติ หากอากาศร้อน อาจจะรดน้ำเพิ่มได้บ้าง หากเห็นว่าดินในกระถางแห้งมากเกินไป ควรใช้ถาดรองมารองเพื่อกักเก็บความชื้นไว้ให้มาก

       ใส่ปุ๋ย (ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอก) เดือนล่ะ 1 ครั้ง ถ้าเป็นปุ๋ยเคมี ให้ผสมน้ำแล้วรดบริเวณโคนต้น


กระเปลี่ยนเครื่องปลูก
เมื่อเลี้ยงไม้บอนไซไปเป็นเวลานาน แร่ธาตุและสารอาหารย่อมหมดไปจากดิน ดังนั้นควรเปลี่ยนดินและกระถางตามสมควร


เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนเครื่องปลูก
  • เมื่อใบขาดสารอาหาร มันจะมีสีซีดเหลือง
  • มีรากมากเกินไป จำเป็นต้องตัดรากบางส่วนออกเพื่อความสวยงาม
ในขณะที่กำลังเปลี่ยนกระถาง จำเป็นต้องริดใบแก่จัดออก เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำในระยะการพักตัว


โรคและแมลง
       สำหรับโรคและแมลงที่มาก่อกวนนั้นพบว่ามีน้อยมาก เพื่อความไม่ประมาท อาจพ่นยาฆ่าแมลงสักเดือนล่ะ 1 ครั้ง






























































8. บอนไซไทร

บอนไซไทร
       ต้นไทร เป็นพืชชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูล"ไทร"--ตระกูลไทรมีหลายชื่อเรียก เช่น มะเดื่อ หรือ โพ  (เกี่ยวกับสายพันธุ์หรือตระกูล ผมแน่นำให้ลองหาอ่านดูใน Wikipedia : ไทร (สกุล) หรือ อ่านจากสารานุกรมของสำนักงานหอพันธุ์ไม้ : ไทร;สกุล )

       ต้นไทร เป็นต้นไม้ที่หาซื้อได้ง่าย รูปทรงสวย จึงนิยมนำมาทำเป็นบอนไซไทร (Ficus Bonsai) โดยทั่วไป ไทรจะเจริญเติบโตบนต้นไม้ บนอาคารก็มี หรือเกาะอยู่ตามโขดหินเล็กหินใหญ่ แหล่งที่หาซื้อต้นไทรได้ง่าย คือ จังหวัดเพรชบุรี ปราณบุรี นครปฐม เป็นต้น






บอนไซไทร
การปลูกบอนไซไทร
       ตามปกติต้นไทรเป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ชอบบริเวณที่มีน้ำขัง ดังนั้นดินที่ควรใช้ในการปลูกบอนไซ ควรจะเป็นดินร่วนปนทราย (ดินร่วน:ทราย = 2:1) อาจใส่มูลสัตว์หรือเศษใบไม้ผุไปด้วยเล็กน้อยก็ได้


       ต้นไม้ที่อยู่ในตระกูลไทรก็จะมี ต้นกร่าง ต้นมะเดื่อ ซึ่งมีวิธีการปลูกเหมือนๆกันกับบอนไซทั่วไป ต้นไทรเป็นพืชที่แตกรากแตกใบได้ง่าย จึงนิยมขยายพันธุ์โดยการปักชำ










เปลี่ยนกระถางบอนไซไทร
       พวกต้นไทรมักจะมีรากขนาดใหญ่กว่าพืชชนิดอื่นๆ เมื่อนำมาเลี้ยงสักพัก รากจะเต็มกระถาง การเปลี่ยนกระถางควรรอให้ไม่มีใบอ่อนก่อน--ถ้ามีก็รอให้ใบอ่อนมันแก่ จากนั้นนำดินออกจากกระถางประมาณ 1ใน3 แล้วตัดแต่งรากที่ยาวเกินไปออกให้หมด เหลือไว้เพียงรากฝอยที่มีลักษณะสั้นๆ ยกต้นและดินที่เหลือ--เหลือ 2ใน3 ลงในกระถางใหม่--ก่อนนำต้นไม้มาวาง ต้องใส่วัสดุกรองน้ำที่บริเวณรูระบายน้ำก่อน เช่น กรวดหรืออิฐมอร เป็นต้น ทำการจัดวางต้นไทรให้ได้วิวที่สวยงาม จากนั้นจึงนำดินมาใส่บริเวณรอบๆกระถาง



       การรดน้ำบอนไซ ควรรด 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็น ในช่วงอากาศแห้ง-ฤดูหนาว อาจรดน้ำเพิ่มอีกหน เป็น 3 ครั้งต่อวัน

       หากต้นบอนไซไทรถูกแสงแดดตลอดเวลา มักจะมีใบมีขนาดเล็ก และมีการแตกแขนงมากกว่าปกติ

       ส่วนแมลงและโรคที่เกิดกับบอนไซไทร มักจะไม่ค่อยมีปัญหา อาจป้องกันเพื่อความมั่นใจโดยการพ้นยาฆ่าแมลงทุกเดือน




9. บอนไซมะสัง


บอนไซมะสัง บอนไซสไตล์ย้อย
       ต้นมะสังเป็นต้นไม้ตระกูลเดียวกันกับต้นสัม แต่มีใบที่เล็กกว่า มีใบสีเขียวมันวาว เงางาม หาซื้อได้ง่าย พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป

       มะสังเป็นไม้ป่าที่เป็นดินร่วนปนทราย ดังนั้นควรเลือกดินที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่า--ใช้ดินร่วนปนทรายในการปลูก ไม่ควรมีดินเหนียวปนอยู่ในส่วนผสม

       มะสังเป็นพันธุ์ไม้ตระกูลเดียวกับส้ม จึงมีหนามแหลมคม ยากแก่การดัดให้เข้ารูป




บอนไซมะสัง บอนไซสไตล์ลู่สม
       เนื่องจากรากแก้วของต้นมะสังมีขนาดใหญ่ เมื่อไปขุดมาจากป่า ก็เป็นการยากที่จะรักษารากแก้วเอาไว้ได้ มันจึงมีโอกาสรอดน้อย มะสังต้นเล็กๆเมื่อถูกตัดรากออก มันจะสร้างเนื้อเยื่อมาหุ้มรากได้เร็วกว่ามะสังต้นใหญ่ หากดินมีสภาพชื้น จะทำให้เชื้อราไปเกาะที่บริเวณแผล และจะทำให้มะสังตายได้--การใช้ดินร่วนปนทรายจะช่วยให้ดินมีความชื้นน้อยลง และลดการเกิดเชื้อราได้

       หากขุดมะสังมาจากป่า ควรพักตัวไว้สักพัก โดยการนำต้นมะสังไปไว้ในที่ๆมีแสงแดดรำไร เมื่อเริ่มแตกใบแล้ว ค่อยทำการปลูกลงในกระถางต่อไป








ต้นบอนไซมะสัง
       การให้ปุ๋ยบอนไซมะสัง ควรให้ทุกๆ 2 - 3 เดือน ส่วนการดูแลรักษาบอนไซ ควรดูเกี่ยวกับเรื่องราก เนื่องจากมะสังเป็นพืชที่มีรากที่เน่าได้ง่าย--การใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดีจะช่วยลดปัญหานี้--ไม่ควรมีดินเหนี่ยวปน เพราะดินเหนียวแทบไม่ระบายน้ำ การให้น้ำบอนไซมะสัง เหมือนบอนไซอื่นๆ คือ ให้ 2 เวลา คือ เช้าและเย็น

       โรคและแมลง--มักพบเลี้ยเกล็ดและหนอนผีเสื้อบนต้นมะสัง มันมากินใบทั้งใบที่กำลังแตกใหม่และใบแก่ ไม่นานใบก็จะหมดต้น ดังนั้นหากพบตัวหนอน ควรรีบกำจัด ส่วนการป้องกัน สามารถป้องกันได้โดยการพ่นยาฆ่าแมลงทุกๆ เดือน











ต้นบอนไซมะสัง
       บอนไซมะสัง เป็นหนึ่งในบอนไซที่นิยมในประเทศไทย มีหลายหลายสไตล์ดังในภาพต่างๆ เช่น ภาพด้านซ้ายมือนี้ เป็นบอนไซสไตล์เอน

       บอนไซมีความแตกต่างจากไม้พุ้มทั่วไป คือ ระหว่างกิ่งของบอนไซ จะไม่มีใบ เกิดเป็นช่องว่าง ซึ่งไม้พุ่มจะไม่มีช่องให้มอง


       ส่วนราคาต้นมะสังขนาดเล็ก ผมเคยซื้อมาต้นล่ะ 35 บาท-- 2 ต้น 50 บาท บางร้านก็ขายต้นละ 50 บาท ราคานี้เป็นต้นบอนไซธรรมดาๆ แต่ผูกลวดไว้แล้วเล็กน้อย









10. บอนไซตะโก


ต้นตะโก
       ต้นไม้แต่ชนิดมีวิธีการปลูกที่ไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก(แต่คล้ายๆกัน) รวมถึงการให้อาหารและการเปลี่ยนดิน

       ต้นตะโกมีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย มักพบอยู่ตามป่าที่มีแสงแดดส่องเพียงพอ แหล่งที่พบมากอยู่ที่ สุพนนณบุรี กาญจนบุรี ไปจนถึงประจวบคีรีขันธ์ ในภาคอีสานมีแทบทุกจังหวัด เนื่องจากตะโกเป็นต้นไม้ที่ปลูกและเลี้ยงดูง่าย








วัสดุที่ใช้ปลูกบอนไซตะโก
ต้นบอนไซตะโก
       ตะโกที่นำมาปลูกอาจซื้ออยู่ตามร้านขายต้นไม้ หรืออาจหาขุดตามป่า ตะโกไม่นิยมนำมาขยายพันธุ์เพราะเป็นพืชที่เติบโตช้า การขุดตะโกมา ควรนำดินรอบๆรากมาด้วย ดินที่ใช้ในการปลูกควรมีลักษณะคล้ายดินเดิมที่ต้นตะโกเคยอยู่ อาจจะเป็นดินโคลน ดินขุยไผ่ หรือดินกลางนา นำดินเหล่านี้มาตากแล้วทุบดินให้มีขนาดเล็กลง แล้วผสมกับเศษใบไม้แห้ง ( ดิน:ใบไม้ 1:3 )

เตรียมต้นตะโกที่ใช้ทำบอนไซ
       ขุดต้นตะโกขึ้นมา ให้ดินติดมาในบริเวณรอบๆราก แล้วใช้ผ้า-พลาสติก(พันให้สามาถระบายน้ำและอากาศได้) พันไว้ประมาณ 6 ถึง 7 เดือน เพื่อให้ต้นตะโกฟื้นตัว แตกรากและใบใหม่ เมื่อเห็นว่าสมควรจะนำลงไปปลูกแล้ว ควรเด็ดใบแก่ๆออกให้หมดเพื่อป้องการการระเหยของน้ำ แกะพลาสติกที่ใช้หุ้มรากออก



ต้นบอนไซตะโก
       เลือกขนาดกระถางบอนไซให้เหมาะ หาเศษมุ้งลวดหรือเศษอิฐมาปิดรูระบายน้ำเพื่อป้องกันการรั่วไหลของดิน จากนั้นให้วางต้นตะโกลง จัดรูปทรงให้เรียบร้อยแล้วนำดินมาใส่รอบๆ กดดินให้แน่นพอที่ต้นบอนไซจะไม่เอนเอียง รดน้ำพอให้ชุ่ม แล้วนำไปไว้บริเวณที่มีแสงแดดรำไร เมื่อต้นบอนไซแข็งแรงแล้ว จึงนำออกมาเลี้ยงกลางแสงแดดตามปกติ

       เดิมที ต้นตะโกเป็นพืชที่เจริญเติบโตในที่แห้งแล้ง ดังนั้นเมื่อนำมาทำเป็นบอนไซตะโก มันจะค่อนข้างทนแล้ง อย่างไรก็ตามควรรดน้ำวันละ 2 ครั้งเหมือนบอนไซทั่วไป คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็น

       การใส่ปุ๋ยให้ต้นตะโก ควรใส่ประมาณ 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง ในฤดูหนาวต้นตะโกจะพักการเจริญเติบโต ดังนั้นควรงดปุ๋ยในช่วงดังกล่าว

       ต้นตะโกแทบจะไม่มีโรคและแมลงมาก่อกวน อาจฉีดยาป้องกันโรคและแมลงสักเดือนละครั้ง