รูปทรงของบอนไซ

บทความนี้จะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ
  1. บอนไซจริง เป็นบอนไซที่มีอยู่จริง มีเนื่อหาการบรรยายมากกว่าภาพวาดบอนไซ
  2. ภาพวาดรูปทรงบอนไซ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ส่วนที่ #1

บอนไซตรง / จ๊งคัง ( Formal Upright Style / Chokkan )
บอนไซเอี้ยว / โมโยกิ ( Informal Upright Style / Moyogi ) + ไม้ตอ + ไม้ตายซาก
บอนไซเอน / ชะคัง ( Slanting Style / Shakan ) + ไม้กิ่งตายซาก (จิน)
บอนไซตกกระถาง / ฮัง-เคงไก ( Semi-Cascade Style / Han-Kengai )
บอนไซย้อย / เคงไก ( Cascade Style / Kengai )
บอนไซทรงไม้กวาด / โฮคิดะจิ ( Broom Style / Hokidachi )
บอนไซลู่ลม / ฟูกินะกะชิ ( Windswept Style / Fukinagashi )
บอนไซบัณฑิต / บุนจิน ( Literati Style / Bunjin )
บอนไซเกาะหิน / เชะกิ-โจยุ ( Roots over Rock Style / Seki-Joju )
บอนไซรูปทรงรากโหย่ง ( Roots Exposted Style )
บอนไซรูปทรงโคนคู่ / โชกัน ( Twin Trunk Style / Sokan )
บอนไซกลุ่มแบบโคนเดียว / คะมุดะจิ ( Clump Style / Kabudachi )
บอนไซรูปทรงแพ ( Raft Style / Ikadabuki )
บอนไซสไตล์กลุ่ม / โยเชะ-เว ( Group Planting Style / Yose-Ue )
บอนไซสไตล์สวนถาด / ไซเค ( Tray Landscapes / Saikei )


บอนไซตรง / จ๊งคัง
( Formal Upright Style / Chokkan )

ลำต้นจะมีลักษณะตรง เป็นแนวดิ่ง ลำต้นตั้งตรงทำมุม 90 องศากับแนวดิ่ง (เป็นมุมฉาก) กิ่งและใบของด้านซ้ายและด้านขวาแทบจะเท่ากัน โคนต้นจะมีขนาดลำต้นใหญ่ที่สุด และยอดจะมีขนาดเล็กที่สุด สำหรับกิ่งแรก(กิ่งด้านล่างสุด)จะมีขนาดใหญ่ที่สุด ไล่ระดับขึ้นไป ส่วนรากจะโผล่ขึ้นมาบนพื้นดินเล็กน้อยเพื่อโชว์รากที่แข็งแรง ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่า และมีภูมิฐาน

โดยรวมแล้วจะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมรูปกรวยคว่ำ บางท่านนิยมดัดกิ่งให้ขนานกับระนาบของพื้น บางท่านนิยมดัดกิ่งให้ลู่ลงเล็กน้อยเพื่อทำให้ดูเหมือนต้นไม้ที่มีอายุมาก







บอนไซเอี้ยว / โมโยกิ ( Informal Upright Style / Moyogi )

       *มีลำต้นไม่ตรงเท่าแบบแรก อาจเอียงเอนเล็กน้อย กิ่งและใบทั้งสองข้างอาจไม่เท่ากัน ด้านใดด้านหนึงจะเยอะกว่า ดูเป็นธรรมชาติ

โดยธรรมชาติ บอนไซที่เลี้ยงไว้มักจะเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งเหมาะที่จะนำมาทำเป็นสไตน์ไม้เอี้ยว เมื่อมองจากยอดลงไปหาโคน ยอดควรจะเอนมาด้านหน้าเล็กน้อย

จากรูปบอนไซด้านซ้ายมือ จะพบว่าบริเวณลำต้นมีส่วนที่"ถูกทำลาย" ซึ่งทำให้ไม้ตายบางส่วน ดูเหมือนต้นไม้ที่มีอายุมาก นี้เป็นเทคนิคในการทำให้บอนไซมีความเก่าแก่มากยิ่งขึ้น


ไม้ตอ / ชาริมิกิ ( Driftwood Style / Sharimiki )

การทำไม้ตอนั้นค่อนข้างยาก เพราะเป็นรูปแบบของต้นสนโบราณในธรรมชาติที่มีเปลือกหลุดล่อนหายไป ลักษณะดังกล่าวมักเกิดจากภายธรรมชาติ เช่น ถูกฟ้าผ้า

เทคนิคการทำไม้ตอนั้นสามารถนำไปใช้ได้กับบอนไซรูปแบบอื่น ๆ เช่น บอนไซตรง สำหรับไม้ที่จะนำมาใช้ทำบอนไซตอนั้นควรมีลำต้นที่หนา มีเนื้อมากพอที่จะนำมาตกแต่งให้มีลักษณะเป็นตอไม้

ไม้ต้นตายซาก จะมีลักษณะคล้ายไม้ตอ มีวิธีการทำที่เหมือนกัน สร้างจุดเด่นให้ต้นบอนไซ ให้ดูเหมือนว่าต้นไม้ถูกฟ้าผ่าหรือเกิดภัยธรรมชาติบางอย่าง การเกิดเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับพันธุ์ไม้ตระกูลสน เมื่อกิ่งฉีกขาดจะทำให้เกิดแผลอยู่อย่างนั้น ต่างจากไม้พันธุ์อื่นที่มันจะพยายามรักษาบาดแผลเหล่านั้น

สำหรับวิธีการทำไม้ตายซากนั้น ทำได้โดยการลอกเปลือกออก แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากต้นไม้จำเป็นต้องใช้เปลือกไม้ในการดำรงชีวิต จึงต้องเหลือเปลือไว้มากพอสมควร จากนั้นให้ทาสารละลายปูนขาวผสมกับกำมะถันซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาเนื้อไม้และฟอกสีไม้ให้ขาว


บอนไซเอน / ชะคัง ( Slanting Style / Shakan )

บอนไซเอนจะมีลักษณะ"ตรงข้าม"กับบอนไซตรง คือ มีต้นที่เอียงประมาณ 60-80 องศา มีทั้งเอนไปด้านซ้ายและขวา (อาจจะเอนไปด้านหน้าหรือด้านหลัง ขึ้นอยู่กับมุมมอง) การปลูกบอนไซรูปแบบนี้ มักจะให้กิ่งอยู่เพียงด้านเดียว เหมือนไม้ที่อยู่บนหน้าผาที่มีลมแรง

โดยรวมแล้วบอนไซสไตน์นี้จะให้ความรู้สึกถึงการดำรงชีวิตให้อยู่รอดไม้สภาพแวดล้อมไม่อำนวย

จากภาพต้นบอนไซทางด้านซ้ายจะพบว่าส่วนของลำต้นมีการใช้เทคนิคเพื่อให้ลำต้นดูเหมือนมีแผล การใช้เทคนิคนี้ต้องใช้กับพืชที่มีลักษณะลำต้นที่หนาอยู่แล้ว

ไม้กิ่งตายซาก ในแวดวงบอนไซนั้นจะมีคำว่า "จิน" (Jin) ซึ่งหมายถึงกิ่งไม้ที่ตายแล้วและยิงติดอยู่กับต้นไม้ กิ่งไม้พวกนี้ไม่มีเปลือกหุ่ม เหลือเพียงแกนไม้สีขาวซีด ลักษณะนี้ในธรรมชาติมักเกิดกับสนเป็นส่วนใหญ่

การสร้างกิ่งายซากนั้นก็เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกว่าต้นไม้มีอายุมากแล้ว สำหรับวิธีการทำนั้น เมื่อเราเลือกกกิ่งที่จะทำเป็นกิ่งตายซากแล้ว ให้ลอกเปลือกของกิ่งนั้นออกให้หมด หลังจากลอกเปลือกแล้วต้องเอาไปตากแดดให้กิ่งแห้งสนิทเสียก่อนจึงจะเคลือบด้วยน้ำยาสารละลายปูนขาวผสมกำมะถัน ซึ่งจะช่วยในการฟอกสีและรักษาเนื้อไม้ น้ำยานี้ต้องทาทุก ๆ ปี เพื่อรักษากิ่งที่ตายซากให้อยู่คงทน


บอนไซตกกระถาง / ฮัง-เคงไก ( Semi-Cascade Style / Han-Kengai )

เป็นบอนไซที่มียอดอยู่นอกกระถาง แต่ไม่ถึงกับไปไกล ยอดจะอยู่เหนือระดับของขอบกระถาง ปลายยอดมักเอนขึ้น 45 องศาจากแนวระดับ

มีลักษณะคล้ายรูปแบบบอนไซเอน แต่ว่าเอนมากกว่า แต่บอนไซประเภทนี้ไม่ค่อยนิยมกัน

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างบอนไซย้อยและบอนไซตกกระถางคือ บอนไซตกกระถางจะมีใบและยอดเหนือขอบบนของกระถาง ส่วนบอนไซย้อยจะมีใบและยอดอยู่ใต้ขอบบนของกระถาง




บอนไซย้อย / เคงไก ( Cascade Style / Kengai )

ยอดของบอนไซจะอยู่นอกกระถาง และย้อยลงเหมือนสายน้ำใหล ยอดจะอยู่ใต้ขอบกระถาง

เดิมที คำว่า Cascade มีความหมายว่า น้ำตก ลำต้นจะตกขอบกระถาง แล้วแตกกิ่ง เหมือนน้ำตก

บอนไซสไตน์นี้ต้องใช้กระถางที่มีความหนักมากกว่าปกติ เพื่อถ่วงมิให้กระถางคว่ำ และกระถางมักจะมีความลึกมากกว่าบอนไซรูปทรงอื่น ๆ






บอนไซทรงไม้กวาด / โฮคิดะจิ ( Broom Style / Hokidachi )

บอนไซจะมีลักษณะเป็นพุ้ม เหมือนไม้กวาด ไม้ที่นำมาปลูกเป็นบอนไซพันธุ์นี้ควรเป็นไม้ที่แตกแขนงมาก ๆ ลักษณะลำต้นจะตั้งตรงขึ้น คล้ายไม้ตรง แต่มีขนาดโตและสั้น มีกิ่งและแขนงแตกออกโดยรอบ ใบแตกออกเป็นรูปครึ่งวงกลม ดูคล้ายไม้กวาด

การทำบอนไซทรงไม้กวาดนั้นอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องตัดส่วนยอดออกให้บอนไซแตกกิ่งใหม่(การแตกกิ่งใหม่มักจะแตกออกมามากกว่า 1 กิ่ง) เมื่อแตกกิ่งใหม่แล้วก็ตัดยอดกิ่งใหม่อีก ไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งได้บอนไซที่เป็นทรงพุ่ม




บอนไซลู่ลม / ฟูกินะกะชิ ( Windswept Style / Fukinagashi )

ไม้ลู่ลมเป็นลักษณะของไม้ที่มักอยู่ในบริเวณที่มีลมแรงและพัดมาทางเดียวตลอดเวลา กิ่งก้านสาขาจะเอนมาทางเดียวกันหมด










บอนไซบัณฑิต / บุนจิน ( Literati Style / Bunjin)

เป็นลักษณะของไม้ที่เกิดจากกาลเวลาที่ยาวนานในสภาพอากาศที่ทุรกันดาร เมื่อไม้มีอายุมากมันจะทิ้งใบในส่วนด้านล่างหมด เหลือไว้เพียงบริเวณยอด

ลักษณะของบอนไซประเภทนี้จะมีลำต้นที่ไม่ตรง เป็นศิลปะเฉพาะตัวของผู้เลี้ยง โดยทั่วไปลำต้นจะผอมเรียว ขนาดของลำต้นบริเวณโคนต้นและลำต้นบริเวณปลายต้นมักจะมีขนาดเท่ากัน

นอกจากนี้ที่บริเวณลำต้นอาจมีรอยฉีกขาด ให้ดูเหมือนต้นไม้ผ่านกาลเวลามายาวนาน การใช้เทคนิคแซะลำต้นให้เป็นรอยนั้นอาจทำได้ยากเนื่องจากลำต้นของบอนไซประเภทนี้มักไม่หนามาก




บอนไซเกาะหิน / เชะกิ-โจยุ ( Roots over Rock Style / Seki-Joju )

เป็นบอนไซที่ปลูกอยู่บนหิน จะสามารถเห็นรากเลื้อยพันอยู่บนหินได้ชัดเจน บอนไซประเภทนี้อาจต้องใช้เวลามาก การรอให้รากเจริญเติบโตและเกาะหินนั้นอาจใช้เวลาหลายปี รากที่อยู่เหนือดินจะชอนไชลงมาตามก้อนหินแล้วลงไปในดินเพื่อหาแร่ธาติและสารอาหาร

มีอีกรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน คือ "บอนไซแทรกหิน" คือการปลูกบอนไซไว้ในโพรงที่อยู่ในก้อนหิน เนื่องจากโพรงอาจมีขนาดเล็ก ดินที่อยู่ในโพรงย่อมไม่มาก ดังนั้นการปลูกบอนไซรูปแบบนี้อาจจำเป็นต้องรดน้ำมากขึ้น

พันธุ์ไม้ที่เหมาะกับรูปแบบนี้ควรมีรากที่ค่อนข้างแน่น ส่วนก้อนหินที่จะนำมาใช้งานควรเป็นหินปูนที่มีรูพรุนที่เรียกว่า "ทูฟา" เนื่องจากเป็นหินที่สามารถใช้เหล็กสะกัดทำเป็นโพรงได้



บอนไซรูปทรงรากโหย่ง ( Roots Exposted Style )

บอนไซที่โชว์ราก เหมือนพวกต้นโกงกาง
ลักษณะของลำต้นจะลอยสูงขึ้นจากกระถาง จัดเป็นรูปแบบที่มีความนิยมสูง เพราะลำต้นมีความอ่อนช้อย

ลักษณะรากโหย่งสามารถนำมารวมกับสไตน์อื่น ๆ ได้ เช่น ส่วนรากโหย่ง แต่เป็นทรงลู่ลม


ลักษณะของรากโหย่งนั้นจะพบได้บ่อยในต้นชวนชม ซึ่งท่านสามารถดูรูปภาพที่เกี่ยวข้องได้ดังต่อไปนี้



บอนไซรูปทรงลำต้นคู่ / โชกัน ( Twin Trunk Style / Sokan )

มีลำต้นมากกว่า 1 ลำต้น อาจมาจากต้นเดียวกัน หรือมี 2 ต้นก็ได้ ตัดแต่งให้มีขนาดและความสูงที่ลงตัว ให้ได้สมดุล กลายเป็นรูปทรงที่สวยงาม

สำหรับวิธีการทำไม้โคนคู่ อาจใช้เมล็ดพืช 2 เมล็ดมาปลูกใกล้ ๆ กัน เมื่อเมล็กเจริญเติบโตขึ้น มันจะอยู่ขฃชิดติดกัน หรืออีกวิธีคือการนำต้นไม้ขนาดเล็ก 2 ต้นมามัดโคนให้ติดกัน เพาะเลี้ยงจนกระทั้งโคนยึดติดกัน

บอนไซโคนคู่อาจมีความสูงเท่ากัน หรือต่างกันก็ได้ แต่ที่นิยมคือ ความสูงของทั้งสองไม่เท่ากัน โดยที่ให้ต้นที่เล็กกว่าเอนออกไปมากกว่าต้นที่โตกว่า










บอนไซกลุ่ม / คะมุดะจิ ( Clump Style / Kabudachi )

เป็นไม้ที่มีหลายลำต้นแตกออกมาจากตอเดียวกัน เหมือนเป็นกอ ต้นไม้อาจสูงเท่ากันหรือสูงต่างกันก็ได้ การทำไม้กลุ่มสามารถทำได้โดยการนำต้นไม้หลายต้นมามัดรวมกัน จากนั้น 2-3 ปีไม้จะยึดเกาะกัน









บอนไซรูปทรงแพ ( Raft Style / Ikadabuki )

ในธรรมชาตินั้น บางครั้งต้นไม่ใหญ่ที่โค่นล้มลงมานอนกับพื้นดิน จะแตกิ่งก้านสาขาออกตามลำต้น รากเดิมจะเป็นตัวหาอาหารมาเลี้ยงลำต้นใหม่ เมื่อเวลาผ่านไป รากใหม่จะแตกออกมาจากลำต้นเดิมที่นอนอยู่ ซึ่งจะเป็นตัวหาอาหารใหม่ให้ลำต้นใหม่

การทำบอนไซสไตน์นี้ทำได้โดยการนำต้นไม้ออกจากกระถางแล้วริดกิ่งออกโดยเหลือกิ่งไว้ 1 ด้าน เมื่อวางต้นไม้นอนกับพื้น จะได้กิ่งที่เหลือไว้ จากนั้นก็ใช้กรรไกรตัดส่วนรากที่โผล่ขึ้นมาในอากาศมากเกินไป จากนั้นทำการเฉือนเปลือกบริเวณลำต้นทิ้งไป แล้วทาฮอร์โมนเร่งราก ใช้ลวดพันให้บอนไซอยู่กับที่

สำหรับกระถางบอนไซสไตน์นี้มักจะยาวและแคบ หรือเป็นทรงรูปไข่



บอนไซสไตล์กลุ่ม / โยเชะ-เว ( Group Planting Style / Yose-Ue )

กลุ่มสไตน์นี้ แต่ละต้นจะไม่ค่อยเชื่อมต่อกัน โดยมักใช้พืชชนิดเดียวกัน หากเป็นพืชคนละชนิดอาจทำการจัดแต่งยาก นักเลี้ยงบอนไซในญี่ปุ่นมักจะเลือกจำนวนต้นบอนไซให้เป็นเลขคี่ สำหรับจำนวนต้นของบอนไซนั้นมีชื่อเรียกเฉพาะคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้

  • 2 ต้น เรียกว่า โซยุ (Soju)
  • 3 ต้น เรียกว่า ซัมบอน-โยเซะ (Sambon-Yose)
  • 5 ต้น เรียกว่า โกะฮอง-โยเซะ (Gohon-Yose)
  • 7 ต้น เรียกว่า นะโนะฮอง-โยเซะ (Nanhon-Yose)
  • 9 ต้น เรียกว่า คิวฮอง-โยเซะ (Kyuhon-Yose)
  • มากกว่า 9 ต้น เรียกว่า โยเซะ-เว (Yise-Ue)

การจัดแต่งทั้งหมดนั้นเน้นให้มีลักษณะเหมือนป่าตามธรรมชาติ ต้นแต่ลำต้นนั้นมักจะมีความสูงไม่เท่ากัน โดยที่ให้ลำต้นที่ต่ำกว่าอยู่ด้าน ให้ต้นที่สูงกว่าอยู่ด้านหน้า



บอนไซสไตล์สวนถาด / ไซเค ( Tray Landscapes / Saikei )

เป็นบอนไซที่ทำขึ้นเพื่อจำลองทิวทัศน์สมจริง โดยย่อจากทิวทัศน์ในความเป็นจริง

บอนไซสไตน์นี้จะคล้ายกับบอนไซกลุ่ม แต่ต่างกันที่แนวการจัด ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ สวนถาดจะเน้นโชว์ภูมิทัศน์มากกว่าโชว์ต้นไม้

บทความที่เกี่ยวข้องกับสวนถาด




ส่วนที่ #2 เป็นภาพวาดของบอนไซสไตน์ต่าง ๆ


บอนไซตรง / จ๊งคัง ( Formal Upright Style / Chokkan )

       ลำต้นจะมีลักษณะตรง เป็นแนวดิ่ง ลำต้นตั้งตรงทำมุม 90 องศากับแนวดิ่ง (เป็นมุมฉาก) กิ่งและใบของด้านซ้ายและด้านขวาแทบจะเท่ากัน โคนต้นจะมีขนาดลำต้นใหญ่ที่สุด และยอดจะมีขนาดเล็กที่สุด โชว์รากที่แข็งแรง ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่า และมีภูมิฐาน








บอนไซเอี้ยว / โมโยกิ ( Informal Upright Style / Moyogi )

       เป็นรูปทรงที่มักพบในธรรมชาติ และเป็นศิลปะ ลำต้นของบอนไซจะมีรูปร่างเหมือนตัวอักษร "S" จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ลำต้นด้านล่างจะมีขนาดใหญ่กว่าลำต้นด้านบน










บอนไซเอน / ชะคัง ( Slanting Style / Shakan )

       บอนไซที่กำลังเอนอันเนื่องมาจากลม เป็นลักษณะที่โดดเด่นอีกแบบของบอนไซ ต้นบอนไซจะเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง มีมุมประมาณ 60 - 80 องศา โคนต้นจะไม่อยู่ตรงกลาง--อยู่ตรงข้ามกับทิศที่เอนไป เพื่อรักษาสมดุล ความหนาของลำต้นด้านล่าง หนากว่าด้านบน











บอนไซย้อย-ตกกระถาง-บอนไซน้ำตก / เคงไก ( Cascade Style / Kengai )

       เป็นต้นไม้ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติที่อยู่บนหน้าผาสูงชัน ที่เกิดการโค้งงอลงมาอันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ลม หิมะ บอนไซรูปทรงนี้ทำได้ยาก เพราะมีทิศทางตรงกันข้ามกับการเจริญเติบโต บอนไซน้ำตกนี้มักจะปลูกไว้บนที่สูง แล้วค่อยๆดัดยอดให้ลงมาสู่ที่ต่ำเรื่อยๆ กิ่งก้านสาขาจะอยู่สลับซ้าย-ขวา เพื่อรักษาสมดุล แต่จะมีกิ่งๆหนึ่งที่อยู่บนยอดสุด--เหนือขอบกระถาง คล้ายมงกฏ นอกนั้นจะอยู่ใต้ขอบกระถาง







บอนไซตกกระถาง / ฮัง-เคงไก ( Semi-Cascade Style / Han-Kengai )

       บอนไซรูปทรงกึ่งๆน้ำตก มักพบต้นไม้ที่มีรูปแบบนี้อยู่ตามน้ำตก หรือบนหน้าผา เป็นต้นไม้ที่เติบโตแล้วก้มลง แต่ส่วนใหญ่จะมีกิ่งก้านสาขาอยู่เหนือขอบกระถาง










บอนไซบัณฑิต / บุนจิน ( Literati Style / Bunjin )

       ในธรรมชาติจะพบต้นไม้รูปทรงนี้ในพื้นที่ๆมีต้นไม้อยู่หนาแน่น จึงเกิดการแข่งขันเพื่อการอยู่รอด โดยการเจริญเติบโตคดเคี้ยวเพื่อหาแสงแดด

       ลำต้นจะไม่แตกกิ่งออกมา เนื่องจากมีแสงน้อย--ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต









บอนไซลู่ลม / ฟูกินะกะชิ ( Windswept Style / Fukinagashi )

       เป็นรูปทรงต้นไม้ที่กำลังต่อสู้อยู่กับลมเพื่อความอยู่รอด กิ่งก้านสาขาจะอยู่ในทิศทางเดียวกัน ให้ดูเหมือนลมที่กำลังพัดอยู่ตลอดเวลา













บอนไซทรงไม้กวาด / โฮคิดะจิ ( Broom Style / Hokidachi )

       เป็นบอนไซที่เหมาะกับไม้ผัดใบที่มีแขนงสวยงาม ลำต้นตรงและเป็นรูปทรงพุ่ม












บอนไซรูปทรงลำต้นคู่ / โชกัน ( Twin Trunk Style / Sokan )

       ลำต้นคู่ มักพบเห็นในธรรมชาติอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยนิยมในบอนไซ โดยปกติ ลำต้นทั้งสองจะเจริญเติบโตมาจากโคนเดียวกัน แต่ขนาดของลำต้นแต่ลำต้นอาจไม่เท่ากัน--หรือเท่ากันก็ได้ โดยที่ลำต้นที่เล็กกว่าจะเอนมากกว่า ส่วนลำต้นที่ใหญ่กว่าจะเกือบตั้งตรง กิ่งก้านของลำต้นทั้งสองจะรวมกันเป็นรูปทรงเดียว คือ ทรงมงกุฏ










บอนไซกลุ่มแบบโคนเดียว / คะมุดะจิ ( Clump Style / Kabudachi )

       ในทางทฤษฎี บอนไซรูปทรงหลายโคนนี้จะเหมือนแบบลำต้นคู่ แต่มีลำต้นมากกว่า 2 ต้น ต้นทั้งหมดเติบโตมาจากโคนเดียวกัน












บอนไซสไตล์กลุ่ม / โยเชะ-เว ( Group Planting Style / Yose-Ue )

       บอนไซรูปทรงนี้ จะเน้นเป็นแบบจำลองของป่าเป็นส่วนใหญ่ หลายลำต้น มาจากหลายต้น

ข้อแตกต่างของรูปทรงนี้กับรูปทรงด้านบน คือ รูปทรงนี้มีบอนไซหลายต้นและหลายลำต้น แต่รูปทรงด้านบนจะมีต้นเดียวแต่หลายลำต้น









บอนไซเกาะหิน / เชะกิ-โจยุ ( Roots over Rock Style / Seki-Joju )

       ตามธรรมชาติที่เป็นหิน ต้นไม้มักจะมีรากที่ชอนไชเพื่อหาสารอาหาร รากจะเข้าไปในร่องที่แตกของหิน ต้นไม้เหล่านี้จะมีรากที่แข็งกว่าปกติ เพื่อปกป้องตัวเองจากแสงอาทิตย์--รากต้นไม้ทั่วไปอยู่ใต้ดินจึงไม่จำเป็นต้องปกป้องจากแสงแดด ต้นไม้ที่มักนำมาทำเป็นบอนไซเกาะหิน คือ สนจูนิเปอร์ และ ไทร









บอนไซรูปทรงแพ ( Raft Style / Ikadabuki )

       ในบางครั้ง ต้นไม่ที่โค้นลม(โดยลมหรือพายุ) อาจมีชีวิตอยู่ได้ โดยการแตกใบกิ่งก้านสาขาเพื่อสร้างอาหารเลี้ยงชีพ กิ่งอาจพัฒนามาเป็นลำต้น เจริญเติบโตเป็นรูปทรงที่สวยงาม









บอนไซแทรกหิน ( Growing in the rock / Ishisuki )

คือการปลูกบอนไซไว้ในโพรงที่อยู่ในก้อนหิน เนื่องจากโพรงอาจมีขนาดเล็ก ดินที่อยู่ในโพรงย่อมไม่มาก ดังนั้นการปลูกบอนไซรูปแบบนี้อาจจำเป็นต้องรดน้ำมากขึ้น

พันธุ์ไม้ที่เหมาะกับรูปแบบนี้ควรมีรากที่ค่อนข้างแน่น ส่วนก้อนหินที่จะนำมาใช้งานควรเป็นหินปูนที่มีรูพรุนที่เรียกว่า "ทูฟา" เนื่องจากเป็นหินที่สามารถใช้เหล็กสะกัดทำเป็นโพรงได้








Shari Bonsai style / Sharimiki

เมื่อเวลาผ่านไปนาน ต้นไม้บางต้นอาจไม่มีเปลือกไม้อยู่ อาจเนื่องมาจากสภาพอากาศที่รุนแรง แสงแดดจะฟอกสีของต้นไม้ให้เป็นสีขาว

วิธีการทำบอนไซรูปทรงนี้ ทำได้โดยการใช้มีดแหลมคมเซาะเปลือกออก แล้วใช้แคลเซียมซัลเฟสเพื่อเร่งกระบวนการฟอกสี

เทคนิคการทำไม้ตอสามารถนำมาใช้ได้กับบอนไซสไตน์อื่น ๆ เช่น ไม้เอน ไม้ลู่ลม พันธุ์ไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นไม้ตอจะต้องมีเปลือกที่หนา



Reference

1. Bonsai Empire. (2557). Bonsai Style. ค้นข้อมูล วันที่ 20 ธันวาคม 2557. จาก http://www.bonsaiempire.com/
2. พัฒน์ พิชาน. (2541). ศิลปะการทำไม้แคระ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพ ฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (2006).
3. Wikipedia. (2557). Bonsai. ค้นข้อมูล วันที่ 20 ธันวาคม 2557. จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Bonsai